เกมลึกบาหลี vs ไก่ชนไทย: เดิมพันแบบไหนลึกกว่ากัน
Deep Play: Notes on the Balinese Cockfight คือเรียงความของ Clifford Geertz นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร Daedalus ปี 1972 และรวมเล่มใน The Interpretation of Cultures ปี 1973 เรียงค...
เกมลึกบาหลี vs ไก่ชนไทย: เดิมพันแบบไหนลึกกว่ากัน
Deep Play: Notes on the Balinese Cockfight คือเรียงความของ Clifford Geertz นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร Daedalus ปี 1972 และรวมเล่มใน The Interpretation of Cultures ปี 1973 เรียงความนี้ตั้งอยู่บนงานภาคสนามในหมู่บ้านบาหลีเมื่อปี 1958 ข้อสรุปหลักคือ การชนไก่ไม่ใช่แค่การพนัน แต่เป็นเวทีที่ชายชาวบาหลีแสดงสถานะ ศักดิ์ศรี และความสัมพันธ์ทางสังคมของตน Geertz ยืม "deep play" มาจาก Jeremy Bentham ซึ่งหมายถึงการเล่นที่เดิมพันสูงจนไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ แต่เขาชี้ว่าเงินในเกมนี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของเกียรติยศ ข้อแนะนำสำหรับผู้อ่านคือ ใช้เรียงความนี้เป็นแว่นอ่านวัฒนธรรมสนาม ไม่ใช่คู่มือแทงเอาเงิน แล้วเทียบกับธรรมเนียมไก่ชนไทยด้วยตัวเลขจริง
ลองนึกภาพสองฉากครับ ฉากแรกคือหมู่บ้านบาหลีปี 1958 ที่ตำรวจบุกจับวงไก่ชน แล้วนักวิจัยต่างชาติวิ่งหนีไปพร้อมชาวบ้านจนถูกยอมรับเป็นพวกเดียวกัน ฉากที่สองคือสนามไก่ชนไทยที่มีใบอนุญาต กรรมการดูเวลา และคนดูตะโกนราคากันข้ามโต๊ะ สองฉากนี้ดูต่างกันมาก แต่คำถามเดียวกันคือ ทำไมคนจึงยอมเสี่ยงเงินกับสัตว์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง ท่านผู้อ่านของ ข่าวไก่ชน จะได้คำตอบที่มีทั้งสรุปเนื้อหา และตัวเลขที่ตรวจสอบได้ในบทความนี้
ท่านผู้อ่านที่ต้องการอ่านเชิงลึกต่อ เชิญคลิกปุ่มด้านล่างได้เลยครับ
"เกมลึก" ลึกจริงหรือ ในมุมของคณิตศาสตร์?
ไม่จริงทั้งหมดครับ ภายใต้นิยามของ Bentham เกมลึกคือเกมที่ผู้เล่นแพ้มากกว่าได้ในแง่ความสุข เพราะความเจ็บปวดจากการเสียเงินหนักกว่าความดีใจจากการได้เงินเท่ากัน แต่ Geertz มองว่าสิ่งที่ถูกเดิมพันจริงคือสถานะ ไม่ใช่เงิน คำตอบจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณนิยาม "ผลตอบแทน" อย่างไร
ผมขอวางข้อสรุปก่อนเหตุผลตามนิสัยเลยครับ คำว่า "ไม่สมเหตุสมผล" ที่ Bentham ใช้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผู้เล่นรับประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือเงิน เมื่อ Geertz เห็นว่าชาวบาหลีเดิมพันเพื่อศักดิ์ศรี ฟังก์ชันอรรถประโยชน์ก็เปลี่ยนไป สมการที่ดู "ขาดทุน" ในกระดาษจึงอาจเป็นบวกในชีวิตจริง ตัวเลขที่ช่วยยืนยันเรื่องนี้คือโครงสร้างการเดิมพันสองชั้นที่เรียงความบรรยายไว้ ชั้นแรกคือเดิมพันกลาง (toh ketengah) ที่เจ้าของไก่สองฝ่ายวางกัน ชั้นที่สองคือเดิมพันข้างวง (toh kesasi) ที่คนดูตกลงกันเอง เดิมพันกลางมักเป็นตัวเลขเท่ากันพอดี ส่วนเดิมพันข้างวงมีอัตราต่อรองประมาณ 10 ต่อ 9 ไปจนถึง 2 ต่อ 1 ตามที่ Geertz รายงาน
จุดที่น่าสนใจคือ ยิ่งเดิมพันกลางสูง อัตราต่อรองข้างวงยิ่งใกล้ 1 ต่อ 1 และการจับคู่ไก่ยิ่งพิถีพิถัน เพราะผู้จัดต้องการให้คู่นั้นสูสีที่สุด เมื่อไก่สูสี ผลแพ้ชนะจึงสะท้อนเกียรติยศมากกว่าการคำนวณความได้เปรียบ นี่คือ "เหตุผล" ที่ทำให้เกมลึกไม่ใช่ความบ้าคลั่ง แต่เป็นระบบที่ออกแบบมาให้ผลลัพธ์มีความหมายทางสังคม ข้อมูลพื้นฐานของเรียงความนี้ตรวจสอบได้ที่ Wikipedia: Deep Play และประวัติผู้เขียนที่ Wikipedia: Clifford Geertz
ทฤษฎีนี้อธิบายกรณีเฉพาะอย่างเดิมพันกลางกับเดิมพันข้างวงได้อย่างไร?
Geertz อธิบายว่าเดิมพันกลางเป็นพิธีกรรมของเจ้าของไก่ที่ผูกพันกับเครือญาติและหมู่บ้าน ส่วนเดิมพันข้างวงเป็นการคำนวณของคนดู ทั้งสองชั้นรวมกันเป็นภาพย่อของสังคมบาหลี คือมีทั้งความภักดีและการแข่งขันในเวทีเดียวกัน
รายละเอียดที่เรียงความให้ไว้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ผู้ชมมักไม่แทงไก่ของญาติตัวเองให้แพ้ และมักไม่แทงสวนทางกับกลุ่มที่ตนสังกัด เพราะการวางเงินคือการประกาศฝ่ายในที่สาธารณะ ผมสรุปกลไกให้ท่านผู้อ่านดูแบบตรง ๆ ดังนี้
- เดิมพันกลาง: เจ้าของไก่วางเท่ากัน เป็นการแสดงสถานะ ไม่มีอัตราต่อรอง
- เดิมพันข้างวง: คนดูตกลงกันเองเป็นคู่ ๆ มีอัตราต่อรองตามความเชื่อเรื่องไก่
- ความภักดี: การแทงไก่ของญาติหรือพันธมิตรหมู่บ้านมาก่อนการประเมินราคา
- ผลลัพธ์: ยิ่งคู่สูสี ยิ่งเป็นเกมลึก ยิ่งคู่ห่างกัน เกมยิ่งตื้นและมีนัยทางสังคมน้อยลง
คำที่ Geertz ใช้ได้ติดปากนักวิชาการคือ การชนไก่เป็น "เรื่องราวที่ชาวบาหลีเล่าให้ตัวเองฟัง" (a story they tell themselves about themselves) เขาไม่ได้บอกว่าผู้ชมแพ้ชนะเพื่อเงิน แต่อ่านสนามเหมือนอ่านวรรณกรรมที่คนทั้งหมู่บ้านร่วมเขียน นอกจากนี้ไก่ตัวผู้ในภาษาบาหลียังเป็นคำเปรียบถึงผู้ชาย นักรบ และวีรบุรุษ การที่ผู้ชายลูบไก่ของตนอย่างทะนุถนอมก่อนลงสนามจึงสื่อความหมายเกินกว่าความรักสัตว์เลี้ยง
ถ้ากลไกสองชั้นนี้ชวนให้ท่านนึกถึงสนามที่เคยดู เชิญดูแนวทางต่อไปได้เลยครับ
แล้วถ้าไก่สองตัวเก่งไม่เท่ากันล่ะ ราคาต่อรองบอกอะไร?
เมื่อคู่ไม่สูสี เกมจะกลายเป็น "เกมตื้น" ที่คนดูเล่นเพื่อกำไรมากกว่าเกียรติ อัตราต่อรองจะเบี่ยงไปทางไก่ตัวเต็ง และเส้นแบ่งกำไรขาดทุนของแต่ละฝ่ายต่างกัน ทำให้ตัวเลขน่าสนใจกว่าที่คิด
ข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนที่ผมเพิ่มเอง ไม่ได้อยู่ในเรียงความ แต่ทำให้ท่านอ่านราคาได้แม่นขึ้น ความน่าจะเป็นที่ต้องชนะเพื่อเสมอทุนคือสิ่งที่นักวิเคราะห์ควรจำ ผู้ที่เสี่ยง 10 เพื่อได้ 9 (ฝั่งต่อรอง 10 ต่อ 9) ต้องชนะอย่างน้อย 10/19 หรือ 52.6% ส่วนฝั่งตรงข้ามเสมอทุนที่ 47.4% ที่อัตรา 2 ต่อ 1 ฝั่งเสี่ยง 2 เพื่อได้ 1 ต้องชนะอย่างน้อย 66.7% ฝั่งเสี่ยง 1 เพื่อได้ 2 ต้องชนะเพียง 33.3% ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์ ส่วนความน่าจะเป็นที่แท้จริงของไก่แต่ละตัวไม่มีใครรู้
นี่คือข้อสังเกตแบบ "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่คู่แข่งในหน้าค้นหามักไม่พูดถึง ในเกมที่ไม่มีค่าธรรมเนียม ทั้งสองฝั่งมี EV เป็นศูนย์เมื่อราคาตรงกับความน่าจะเป็นจริง ซึ่งหมายความว่าเดิมพันข้างวงแบบบาหลีมี "ความยุติธรรม" ทางคณิตศาสตร์สูงกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ เงินจะรั่วก็ต่อเมื่อมีตัวกลางหักส่วนแบ่ง สรุปแบบฟันธงคือ ความเสี่ยงหลักของผู้เล่นไม่ใช่ราคา แต่คือความมั่นใจเกินจริงในการประเมินไก่ของตัวเอง
ท่านที่ติดตาม [Internal Link: พื้นฐานการอ่านราคาต่อรองในสนามไก่ชน] จะเห็นว่าตรรกะเดียวกันใช้ได้กับสนามไทย โดยเฉพาะเมื่อมีค่าธรรมเนียมเข้ามาเกี่ยวข้อง
ทฤษฎีนี้ล้มเหลวตรงไหนบ้าง?
จุดอ่อนใหญ่มี 3 ข้อ คือข้อมูลมาจากหมู่บ้านเดียวในปี 1958 มองจากมุมผู้ชายเป็นหลัก และใช้คำอธิบายเชิงสัญลักษณ์มากกว่าตัวเลขที่ทดสอบได้ จึงเหมาะเป็นแว่นอ่านวัฒนธรรม ไม่ใช่กฎสากลของการพนัน
ผมขอเสนอข้อโต้แย้งอีกข้อด้วยตรรกะล้วน ๆ ครับ Geertz บอกว่า เมื่อเดิมพันสูงขึ้น ผู้เล่นยิ่งเกี่ยวพันกับสถานะมากขึ้น แต่ถ้าสถานะเป็นผลตอบแทน คำว่า "เกมลึก" ก็หายไปทันที เพราะไม่มีใคร "เล่นเกินเหตุผล" ถ้าได้อรรถประโยชน์ที่ไม่ใช่เงินกลับมา นั่นหมายความว่าแนวคิดนี้อธิบายได้ทุกอย่างหลังเกิดเหตุ แต่ทำนายล่วงหน้าไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อวิจารณ์ที่นักวิชาการเคยยกมาพูดถึงวิธีอ่านวัฒนธรรมแบบตัวบท
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องบริบท บาหลีหลังทศวรรษ 1960 เปลี่ยนไปมากทั้งกฎหมายและเศรษฐกิจ การชนไก่ในอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์กับพิธีกรรมบูชายัญ (tabuh rah) แต่การพนันล้วน ๆ เป็นเรื่องที่ทางการเข้มงวด ขณะที่ในไทย สนามไก่ชนที่ถูกกฎหมายต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ซึ่งโครงสร้างสถาบันต่างกันโดยสิ้นเชิง การนำข้อสรุปของ Geertz มาแปะบนสนามไทยตรง ๆ จึงเป็นความผิดพลาดเชิงวิธีวิทยา
สิ่งที่ไก่ชนไทยต่างจากบาหลีชัดที่สุดคือรูปแบบการชน ไก่ชนไทยแข่งเป็นยกและมีพักยกให้เจ้าของดูแลไก่ ส่วนบาหลีใช้เดือยเหล็กและจบเร็ว ความต่างนี้ทำให้ผลลัพธ์ของไทยต้องอาศัยการประเมินความทนและกลยุทธ์ ไม่ใช่การลุ้นแค่ครั้งเดียว ข้อมูลพันธุ์ไก่ การฝึก และกติกาสนามของไทยมีอยู่ใน ข่าวไก่ชน ซึ่งเป็นแหล่งที่ผมแนะนำให้อ่านควบคู่กับเรียงความนี้ และดู [Internal Link: กฎกติกาและการตัดสินในสนามไก่ชนไทย] ประกอบ
ถ้าท่านอยากเห็นภาพเปรียบเทียบเต็ม ๆ เชิญคลิกปุ่มด้านล่างครับ
ค่าธรรมเนียมสนามเปลี่ยน "เกมลึก" ให้เป็นการขาดทุนจริงหรือไม่?
ใช่ครับ ถ้าสนามหักเปอร์เซ็นต์จากเงินที่ชนะ EV ของผู้เล่นจะติดลบแน่นอนแม้ประเมินไก่ถูกต้องที่ 50% ตัวเลขการสูญเสียต่อบาทเท่ากับครึ่งหนึ่งของอัตราค่าธรรมเนียม
ตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ (ไม่ใช่ตัวเลขของสนามใดจริง) แทงเสมอ 100 บาท โอกาสชนะ 50% และสนามหัก 5% ของเงินที่ชนะ EV = 0.5 × 95 − 0.5 × 100 = −2.5 บาทต่อรอบ หรือ −2.5% ของเงินเดิมพัน ถ้าแทงซ้ำ 100 รอบ รอบละ 100 บาท ยอดหมุนเวียน 10,000 บาท ขาดทุนที่คาดไว้ราว 250 บาท และถ้าค่าธรรมเนียม 10% ตัวเลขจะเป็น −5% หรือ 500 บาท ผมขอเรียกสิ่งนี้ว่า "ค่าเข้าชมที่ไม่ได้ระบุไว้ในตั๋ว"
นี่คือจุดที่เรียงความของ Geertz กับสนามเชิงพาณิชย์ของไทยแยกทางกันมากที่สุด ในบาหลีของ Geertz เงินส่วนใหญ่วนอยู่ในหมู่บ้าน ส่วนสนามพาณิชย์มีผู้ประกอบการที่ได้ส่วนแบ่งแน่นอน ฝั่งผู้เล่นจึงเหลือแค่ความสนุกและสถานะที่ตัวเลขวัดไม่ได้ ข้อสรุปของผมคือ ถ้าท่านจะเข้าสนามเพื่อสังสรรค์ ให้ตั้งงบเท่ากับค่าบันเทิง และอย่าเรียกว่าการลงทุน
ควรลองใช้แนวคิดนี้วันนี้หรือไม่?
ควรใช้ แต่ใช้เป็นเครื่องมืออ่านวัฒนธรรมและตรวจวินัยการเงินของตนเอง ไม่ใช่สูตรชนะการเดิมพัน เรียงความนี้ไม่ได้ให้เครื่องมือทำนายผล มันช่วยให้เข้าใจว่าทำไมผู้คนจึงเดิมพันเกินกว่าที่ตัวเลขจะอธิบายได้
ผมสรุปเป็นข้อปฏิบัติสำหรับท่านผู้อ่านดังนี้
- อ่านเรียงความต้นฉบับใน The Interpretation of Cultures ก่อนอ่านบทสรุปของใคร รวมทั้งของผมเอง
- คำนวณจุดเสมอทุนทุกครั้ง (เช่น 52.6% สำหรับ 10 ต่อ 9) แล้วถามตัวเองว่ามีหลักฐานจริงไหมว่าไก่ตัวนั้นชนะได้ขนาดนั้น
- ตรวจกฎหมายและใบอนุญาตของสนามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ก่อนเข้า
- กำหนดงบสูงสุดล่วงหน้า และหยุดเมื่อถึงงบ เพราะ "เกมลึก" ทำให้การตัดสินใจเรื่องเงินเอนเอียงไปทางอารมณ์
- ใช้ความรู้เรื่องพันธุ์ การฝึก และการตัดสินจาก [Internal Link: คู่มือพันธุ์ไก่ชนและการฝึกสำหรับแฟนไก่ชน] เป็นฐานของความสนุก ไม่ใช่การหวังกำไร
ท่านที่ต้องการอ่านต่อเนื่อง ข่าวไก่ชน มีเนื้อหาด้านวงการไก่ชนไทยที่เรียบเรียงไว้สำหรับแฟนไก่ชนโดยเฉพาะ ส่วนแนวคิดของ Bentham ต้นทางของคำว่า deep play ศึกษาเพิ่มได้ที่ Wikipedia: Jeremy Bentham
ขอบพระคุณที่อ่านมาจนจบครับ หากท่านต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม เชิญที่ปุ่มสุดท้ายได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
Q: Deep Play: Notes on the Balinese Cockfight คืออะไร?
A: เป็นเรียงความของ Clifford Geertz ตีพิมพ์ใน Daedalus ปี 1972 และรวมเล่มใน The Interpretation of Cultures ปี 1973 เรียงความนี้วิเคราะห์การชนไก่ในหมู่บ้านบาหลีจากงานภาคสนามปี 1958 และเสนอว่าการชนไก่คือเวทีแสดงสถานะและความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่ใช่เพียงการพนัน จุดเด่นคือแนวคิด "deep play" และการอ่านวัฒนธรรมเหมือนอ่านตัวบท
Q: deep play หมายความว่าอย่างไร?
A: หมายถึงการเล่นที่เดิมพันสูงจนไม่สมเหตุสมผลในเชิงอรรถประโยชน์ ตามแนวคิดของ Jeremy Bentham เพราะผู้เล่นเสียความสุขจากการแพ้มากกว่าที่ได้จากการชนะเท่ากัน Geertz ใช้คำนี้แต่ชี้ว่าสิ่งที่เดิมพันจริงคือเกียรติยศและสถานะ จึงทำให้การเล่นมีเหตุผลทางสังคมแม้ดูไม่คุ้มทางการเงิน
Q: เดิมพันกลางกับเดิมพันข้างวงต่างกันอย่างไร?
A: เดิมพันกลางคือเงินที่เจ้าของไก่สองฝ่ายวางเท่ากัน ส่วนเดิมพันข้างวงคือเงินที่คนดูวางกันเองตามอัตราต่อรอง ตามที่ Geertz รายงานอัตราข้างวงอยู่ราว 10 ต่อ 9 ถึง 2 ต่อ 1 ยิ่งเดิมพันกลางสูง ราคาข้างวงยิ่งใกล้เคียงกัน เพราะคู่ไก่ถูกจับให้สูสี
Q: ไก่ชนบาหลีกับไก่ชนไทยต่างกันอย่างไร?
A: ต่างกันทั้งรูปแบบการชนและกรอบกฎหมาย ไก่ชนบาหลีในเรียงความใช้เดือยเหล็กและตัดสินเร็ว ส่วนไก่ชนไทยแข่งเป็นยกมีพักยก และสนามที่ถูกกฎหมายต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ความต่างนี้ทำให้ข้อสรุปของ Geertz ใช้ตรง ๆ กับไทยไม่ได้ ต้องปรับตามบริบท
Q: ทำไมข้อสรุปของ Geertz ถึงถูกวิจารณ์?
A: เพราะข้อมูลมาจากหมู่บ้านเดียว เป็นมุมมองของผู้ชายเป็นหลัก และทดสอบเชิงตัวเลขได้ยาก นักวิจารณ์ชี้ว่าถ้าสถานะนับเป็นผลตอบแทน แนวคิดก็อธิบายได้ทุกกรณีหลังเหตุการณ์แต่ทำนายไม่ได้ แนวทางที่เหมาะคือใช้เป็นกรอบตีความ แล้วตรวจกับข้อมูลภาคสนามอื่นประกอบ
Q: ค่าธรรมเนียมสนามกระทบผลตอบแทนอย่างไร?
A: กระทบโดยตรง เพราะทำให้ EV ติดลบแม้ประเมินไก่แม่นที่ 50% ตัวอย่างสมมติ ถ้าสนามหัก 5% ของเงินที่ชนะ การแทงเสมอ 100 บาทจะมี EV ราว −2.5 บาทต่อรอบ และ 100 รอบจะขาดทุนที่คาดไว้ราว 250 บาท ควรตั้งงบสูงสุดล่วงหน้าและมองเป็นค่าบันเทิง
ข่าวไก่ชน · System Archive · Entry Complete